วันจันทร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2558

ทำอย่างไรให้ลูกนิ่งเป็น..เย็นได้

ปัญหาใหญ่ของเด็กในวันนี้ คือ นิ่งไม่เป็น เย็นไม่ได้ นั่นหมายความว่า เด็กสมัยนี้มีความอดทนน้อยลง อดทนต่อการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือแม้แต่การเล่นอะไรๆ อย่างใจจดจ่อก็น้อยลง อดทนต่ออารมณ์ของตัวเองน้อยลง ทำให้มีความก้าวร้าวมากขึ้น อารมณ์ฉุนเฉียวง่ายขึ้นเมื่อ..ยุคเปลี่ยน สมัยเปลี่ยน สังคมเปลี่ยน ชีวิตประจำวันของคนเปลี่ยน สถานภาพของครอบครัวเปลี่ยน วิถีของความเป็นพ่อแม่เปลี่ยน ที่สุด คือ พฤติกรรมของลูกในยุคนี้สมัยนี้จึงเปลี่ยนตามไปด้วยอย่างปฏิเสธไม่ได้
เทคโนโลยีเข้ามา  มีบทบาทต่อชีวิตของผู้คนมากขึ้น ทำให้ได้รับข่าวสารต่างๆ ทั้งดีและร้ายเร็วมากขึ้น เร็วขนาดที่บางคนไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่ามาแล้ว เปลี่ยนแล้ว ไปแล้ว และมีเรื่องราวใหม่มาแทนแล้ว
เด็กที่เกิดมาท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เร็วเช่นนี้ จึงมีวิถีที่ ‘เร่ง รีบ เร็ว ล่ก ลวก’
ต้องเข้าใจว่า วิถีชีวิตของลูกยุคนี้จึงใช้เทคโนโลยีเร็วกว่ารุ่นพ่อรุ่นแม่ ได้รับข่าวสารต่างๆ ทั้งดีและร้ายเร็วกว่าพ่อแม่ ซึ่งถ้าพ่อแม่ไม่ช่วยระงับยับยั้ง ไม่ช่วยคัดกรอง ไม่ช่วยอยู่เป็นพี่เลี้ยงที่ดีและใกล้ชิด ลูกจะตกเป็นเหยื่อจากเทคโนโลยีได้ง่ายๆ และในทันที
ขอถามหน่อยนะว่า..
พ่อแม่คนไหนเล่นแท็บเล็ตกับลูกเล็กๆ บ้าง..ยกมือขึ้น
พ่อแม่คนไหนเล่นเกมคอมพิวเตอร์กับลูกเล็กๆ บ้าง..ยกมือขึ้น
พ่อแม่คนไหนเล่นเกมในโทรศัพท์มือถือกับลูกๆ บ้าง..ยกมือขึ้น
พ่อแม่คนไหนดูทีวีกับลูกเล็กๆ บ้าง..ยกมือขึ้น
รู้รึเปล่าว่าทั้งหมอ นักวิชาการ และนักพัฒนาการเด็ก พูดตรงกันว่า นี่คือ ‘ของต้องห้าม’ สำหรับลูกเล็กๆ โดยมีงานวิจัยทุกประเทศทั่วโลกออกมายืนยันตรงกันอย่างชัดเจนว่าถ้าให้ลูก วัย 0 – 5 ปี เล่นแท็บเล็ต เล่นเกมคอมพิวเตอร์ เล่นเกมในโทรศัพท์มือถือหรือดูทีวีจะทำให้ลูก    สมาธิสั้นนิ่งไม่เป็น เย็นไม่ลง และมีผลโดยตรงกับสมองของลูก
ลูกยังเล็ก..ไม่รู้เรื่องหรอก เรื่องนี้ต้องจัดการกับพ่อแม่ เพราะเป็นคนหามาให้ลูก หรือไม่ก็ทำให้ลูกเห็น เป็นให้ลูกดูแถมยังชี้ชวนให้ลูกเล่นซะด้วย
พูดไปก็เท่านั้น..เอาเป็นว่า ถ้าพ่อแม่คนไหนที่รักลูกจริงดั่งปากว่า เอาเวลาที่พ่อแม่ใช้ในการเล่นแท็บเล็ต เล่นเกมคอมพิวเตอร์ เล่นเกมในโทรศัพท์มือถือหรือดูทีวีกับลูกมาทำอะไรดีๆ ที่สนุกๆ กับลูกแทนดีกว่าไหม มีกิจกรรมและกิจวัตรมากมายที่ทำให้ลูกได้ฝึกฝนความอดทด ฝึกการทำอย่างมีสมาธิ และทำให้ลูกนิ่งเป็น เย็นได้ อย่าอ้อยอิ่ง..เริ่มกันเลยเพราะลูกโตขึ้นทุกวัน..รอไม่ได้แล้ว
ชวนลูกดูอะไรๆ ที่เจริญหูเจริญตา ดูแมกไม้ สายธาร สายลม แสงแดด สิงสาราสัตว์ หรือจะเป็นภาพสวยๆ ในหนังสือภาพสำหรับเด็กก็ได้ หนังสือมากมายหลายเล่มที่มีภาพประกอบสดใส สวยงาม บุคลิกภาพของตัวละคร สนุกสนาน สร้างความประทับใจให้แก่เด็กตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ มีคุณค่าและมีความหมาย มีความชัดเจนและสามารถเล่าเรื่องได้อย่างดี แม้นลูกยังอ่านคำไม่ได้ แต่ลูกสามารถอ่านจากภาพได้อย่างสนุกสนาน ผสานกับความจำในเรื่องราวที่พ่อแม่เคยอ่านให้ฟังมาก่อน ก็สนุกไม่รู้แล้ว
ชวนลูกฟังคำที่รื่นหู ความที่ไพเราะ เพลงเพราะๆ เบาๆ ฟังสบายๆ หรือจะเล่าเรื่องราวดีๆ เล่านิทานดีๆ ที่มีเรื่องราวง่ายๆ ไม่ซับซ้อน เข้าใจได้ง่าย ใช้ภาษาที่ง่ายๆ สละสลวย มีคำซ้ำ ย้ำ ทวนอย่างได้ใจความและมีความหมายทำให้ลูกเพลิดเพลินเจริญหูเจริญใจ
ชวนลูกท่องคำกลอนง่าย บทร้องเล่นสนุกๆ สวดมนต์เบาๆ หรือเข้าสมาธิด้วยการท่องคำสอนของแต่ละศาสนาก็ได้..ก็ดีนะ
ชวนลูกร้องเพลง ต้องเป็นเพลงเด็ก เพลงดี ไม่ใช่เพลงที่อัปมงคลนะ หรือจะหาเพลงนิทานสนุกๆ มาร้องให้ลูกฟัง แล้วชี้ชวนให้ลูกร้องเล่นเต้นระบำตามจังหวะไปด้วย ก็ครึกครื้นดี
ชวนลูกเล่นอะไรสนุกๆ ที่ลูกจะได้ปีน ป่าย ไต่ ลอด มุด มอด หรือกระโดดโลดเต้น ก็ได้ความแข็งแรงและทนทานของร่างกาย ไปพร้อมๆ กับมีสมาธิในขณะที่เล่น
ชวนลูกเล่านิทานสนุกๆ เล่าเรื่องราวดีๆ เล่าถึงความรักของปู่ย่าตายาย หรือหยิบรูปเก่าๆ แล้วเล่าเรื่องที่เคยพาลูกไปตามที่ต่างๆ ก็สนุกไม่หยอกนะ
ชวนลูกอ่านหนังสือภาพที่มีภาพประกอบงามๆ คำดีๆ เนื้อหาเด็ดๆ..ก็ดีต่อลูกมากนะ ยืนยันได้จากการศึกษาวิจัยเพื่อศึกษาพฤติกรรมของเด็กปฐมวัย 3 – 5 ปี ที่เข้าร่วมโครงการหนังสือเล่มแรก Bookstart ที่มูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก ร่วมกับสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา พบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนในพฤติกรรมของเด็กในโครงการโดยดูจากผลการทดสอบตามแบบทดสอบสมรรถนะของเด็กปฐมวัยในการพัฒนาตามวัย Thailand Early Childhood Behavioral Competency ที่นำมาเทียบเคียงกับเด็กปฐมวัยทั่วไปในวัยเดียวกันทั้งประเทศไทย พบว่าเด็ก  ในโครงการมีสมรรถนะในการพัฒนาตามวัยดีกว่าเด็กทั่วไปในทุกด้าน
หรือ..ชวนลูกทำกิจวัตรประจำวันด้วยตัวของลูกเอง เก็บที่นอนเอง อาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟันเอง แต่งตัวเอง กินข้าวเอง หรือทำอะไรๆ ที่เป็นภารกิจในกิจวัตรประจำวันของตัวเองด้วยตนเอง โดยมีพ่อแม่เป็นพี่เลี้ยงที่ดี หรือกิจกรรมที่สนุกสนานสร้างสรรค์ปัญญา..ก็น่าจะดีนะ
ทำเถอะ..เพราะในช่วงวัยทองแท้ 5 – 6 ปีแรกของชีวิต ถ้าพ่อแม่ไม่ปลูกฝังอะไรดีๆ ให้ลูกก็ดูจะเป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่สุด ลูกจะเสียโอกาส เพราะเวลาช่วงที่ว่านี้ผ่านแล้วผ่านเลยนะ เหมือนสายน้ำที่ไม่ไหลกลับ โง่แล้วโง่ถาวรเลย
ดังนั้น..การลงทุน ลงแรง ลงใจกับลูกในช่วง 6 ปีแรกนั้น ลงเท่าไรก็ไม่เสียหลายหรอก แต่ต้องลงอย่างมีสติใช้ปัญญาและต้องใช้ความรู้คู่ความรัก
ถ้าทำได้ รับรองเลยว่าจะได้ผลรับมากกว่าไปทุ่มตอนเรียนหนังสือในชั้นประถมหรือมัธยมเสียอีกเพราะว่าสมองลูกในช่วง 6 ปีแรกมีการเติบโตสูงสุด จึงมีความพร้อมมากกว่ากันเยอะอย่างคาดไม่ถึง พอหลังจากนี้ลูกจะโตด้านร่างกายมากกว่าจิตใจ ทุกเรื่องที่ลูกเรียนรู้ในช่วงวัยนี้ จะถูกเก็บข้อมูลนั้นไว้เกือบหมด ต่อจากนั้นสมองก็จะมีหน้าที่เรียบเรียงและจัดสรรให้เป็นระบบระเบียบ
ถ้าพ่อแม่ไม่รีบช่วงชิงทำอะไรดีๆ ในช่วงนี้ หลายอย่างจะสายเกินไป แล้วจะมานั่งเสียใจ เสียดาย แล้วฟูมฟายว่า..
“รู้งี้….” ไม่มีใครมาสงสารหรอกนะ เพราะทำตัวเองนี่

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น